วิทยาศาสตร์ (Science)
มาจากภาษาลาตินว่า Scientia
แปลว่า ความรู้ทั่วไป
ซึ่งเป็นความหมายที่กว้างมากที่ใช้ในอดีต (สุนันท์ บุราณรมย์ และคณะ, 2542 :
2-3)
เนื่องจากในอดีตยังไม่มีการค้นพบความรู้มากมายเหมือนในปัจจุบัน
ดังนั้น
วิทยาศาสตร์จึงมีความหมายในลักษณะที่ครอบคลุมความรู้ทั้งหมดของมนุษย์ ต่อมาเมื่อมนุษย์มีการค้นพบความรู้มากขึ้นและได้พิสูจน์ความรู้ต่างๆ สิ่งใดเป็นจริงจะได้รับการยอมรับ
ส่วนสิ่งใดไม่จริงก็จะถูกปฏิเสธ ทำให้ความหมายของคำว่าวิทยาศาสตร์เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งความหมายของคำว่า
วิทยาศาสตร์ ในปัจจุบันมีผู้ให้ความหมายไว้หลายท่าน เช่น ภพ เลาหไพบูลย์ (2540:
2) ได้สรุปความหมายของวิทยาศาสตร์ว่า
วิทยาศาสตร์เป็นวิชาที่สืบค้นหาความจริงเกี่ยวกับธรรมชาติ
โดยใช้กระบวนการแสวงหาความรู้ทางวิทยาศาสตร์
วิธีการทางวิทยาศาสตร์และเจตคติทางวิทยาศาสตร์
เพื่อให้ได้มาซึ่งความรู้ทางวิทยาศาสตร์ที่เป็นที่ยอมรับโดยทั่วไป
พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน
(2542 : 1075)
ได้ให้ความหมายว่าวิทยาศาสตร์ คือ ความรู้ที่ได้โดยการสังเกต
และค้นคว้าจากปรากฏการณ์ธรรมชาติแล้วจัดเข้าเป็นระเบียบ,
วิชาที่ค้นคว้าได้หลักฐานและเหตุผลแล้วจัดเข้าเป็นระเบียบ
โดยสรุป วิทยาศาสตร์ หมายถึง ความรู้ที่ได้มาจากการศึกษาปรากฏการณ์ธรรมชาติ ซึ่งสามารถแสดงหรือพิสูจน์ได้ว่าถูกต้อง และเป็นความจริง โดยใช้กระบวนการแสวงหาความรู้ ทางวิทยาศาสตร์ แล้วจัดความรู้นั้นเข้าเป็นระเบียบ เป็นหมวดหมู่
![]() |
![]() |
![]() |
จากการนิยาม เมื่อพิจารณาจะพบว่าในความหมายของวิทยาศาสตร์นั้นมีองค์ประกอบหลัก 3 ส่วน คือ
1. ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ (Scientific Knowledge) เป็นความรู้ที่ได้จากธรรมชาติ โดยวิธีการแสวงหาความรู้ทางวิทยาศาสตร์ แบ่งได้เป็น 6 ระดับ ได้แก่ ข้อเท็จจริง ความคิดรวบยอดหรือมโนมติ สมมติฐาน หลักการ ทฤษฏี กฎ (รายละเอียดเพิ่มเติมในหัวข้อ 1.2.2)
2. กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ (Scientific Process) หมายถึง กระบวนการที่ทำให้นักวิทยาศาสตร์ สามารถค้นหาความรู้จากธรรมชาติได้อย่างมีระบบและมีประสิทธิภาพ ซึ่งประกอบด้วย
1) วิธีการทางวิทยาศาสตร์ (Scientific Method)
2) ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ (Scientific Skill)
3) เจตคติทางวิทยาศาสตร์ (Scientific Attitude) (รายละเอียดเพิ่มเติมในหัวข้อ 1.2.3)
3. สาขาของวิทยาศาสตร์ เป็นการจัดแบ่งความรู้ทางวิทยาศาสตร์ที่มีลักษณะเรื่องราวที่เหมือนกันเข้าอยู่ในกลุ่มเดียวกันให้เป็นหมวดหมู่ เพื่อมีระบบระเบียบให้ง่ายต่อการค้นหา เปรียบได้กับถ้าเราจะค้นหาหนังสือสักเล่มในห้องสมุดขนาดใหญ่ที่วางหนังสือไม่เป็นระเบียบ เราคงเสียเวลาในการค้นหาหนังสือเป็นเวลานานและอาจหาหนังสือที่ต้องการไม่เจอ เพราะไม่รู้ว่าหนังสือถูกเก็บไว้ที่ใดจึงต้องตรวจหาหนังสือในห้องสมุดทีละเล่ม ซึ่งแตกต่างจากการหาหนังสือเล่มเดียวกันนี้ที่จัดไว้ในห้องสมุดที่มีการจัดระบบไว้เป็นอย่างดีสามารถค้นหาได้ง่าย ดังนั้น การจัดความรู้ทางวิทยาศาสตร์ที่มีอยู่อย่างมากมายให้เป็นระบบจึงมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง (รายละเอียดเพิ่มเติมในหัวข้อ 1.2.1)
การค้นพบสิ่งใหม่ๆ ในปรากฏการณ์ธรรมชาติของนักวิทยาศาสตร์ มักเริ่มจากคำถามหลักอยู่ 3 คำถาม คือ
1. What คำถาม อะไร เป็นคำถามที่นักวิทยาศาสตร์ได้ข้อมูลจากการสังเกตสภาพจริงของวัตถุหรือปรากฏการณ์นั้นๆ และมีการบันทึกไว้อย่างถูกต้อง เพื่อนำมาวิเคราะห์ สังเคราะห์ให้เป็นความรู้ต่อไป
2. How คำถาม อย่างไร เป็นคำถามที่ใช้ถามการลำดับเหตุการณ์ที่เกิดก่อน-หลัง แล้วหาความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรต่างๆ และหาสมมติฐานในการตอบปัญหา เพื่อค้นคว้าหาตอบ ที่จะออกมาเป็นความรู้วิทยาศาสตร์ต่อไป
3. Why คำถาม ทำไม เป็นคำถามที่นักวิทยาศาสตร์ใช้อธิบายเหตุผลของการเกิด ของปรากฏการณ์ใดๆ ว่าทำไมเป็นเช่นนั้น
เทคโนโลยี (Technology) มาจากภาษากรีกว่า Technologia หมายถึง การกระทำอย่างมีระบบ แต่ความหมายของคำว่าเทคโนโลยีในปัจจุบัน หมายถึง ความรู้ทางเทคนิคหรือกระบวนการผลิต
การสร้างหรือการกระทำสิ่งต่างๆ เพื่อให้เกิดประโยชน์แก่สังคม เศรษฐกิจ การเมือง
และอื่นๆ (สุนันท์ บุราณรมย์ และคณะ, 2542 : 2-3) อย่างไรก็ตามจะสังเกตได้ว่า
ลักษณะของเทคโนโลยีจะมุ่งเน้นไปที่ กระบวนการ หรือการกระทำเป็นหลัก
โดยสรุปเทคโนโลยี คือ
กระบวนการหรือวิธีการที่นำเอาความรู้ทางวิทยาศาสตร์และศาสตร์อื่นๆ มาผสมผสาน
ประยุกต์หรือใช้งาน เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อมนุษย์ ในเรื่องนี้
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ได้เคยทรงมีพระราชดำรัสถึงความหมายของเทคโนโลยีเป็นภาษาง่ายๆ ว่า หมายถึง การนำมาทำให้เป็นประโยชน์ (เติมศักดิ์ เศรษฐวัชราวนิช, 2539:3) ซึ่งสามารถขยายความได้ว่าเป็น กระบวนการหรือวิธีการที่นำเอาความรู้ทางวิทยาศาสตร์และศาสตร์
อื่นๆ มาผสมผสาน หรือประยุกต์ใช้
เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อมนุษย์และสังคม นั่นเอง
ในยุคแรกๆ นั้นวิทยาศาสตร์มักเป็นการค้นพบโดยบังเอิญจากการสังเกต และ การพิสูจน์ปรากฏการณ์ทั่วๆไปที่ไม่มีความซับซ้อน
จากนั้นจึงนำความรู้ที่ได้ไปประยุกต์ใช้ จนได้เครื่องมืออำนวยความสะดวกอย่างง่ายๆ ดั้งนั้นในการที่จะพัฒนาเทคโนโลยีต่างๆ
นั้นจำเป็นต้องอาศัยความรู้พื้นฐานความรู้ทางวิทยาศาสตร์ที่ดี และถูกต้อง
อย่างไรก็ดี ในการพัฒนาความรู้ทางวิทยาศาสตร์
การพิสูจน์ค้นคว้าหาคำตอบเพื่อให้ได้ความรู้ที่ละเอียดและซับซ้อน
ซึ่งเป็นความรู้ในชั้นสูงขึ้นไปนั้น
จำเป็นต้องใช้เครื่องมือหรือใช้เทคโนโลยีที่สูงขึ้น สามารถใช้ประโยชน์ได้มากขึ้น
หรือตรวจวัดละเอียดถูกต้องแม่นยำขึ้น
ดังนั้นจึงเห็นได้ว่าวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมีความสัมพันธ์ในทางเอื้อประโยชน์ให้กันและกัน
และมักมีการพัฒนาควบคู่ไปด้วยกันเสมอ